พระเขมกะ SN 22.89 — เมื่อไม่พบตัวตน แต่ยังรู้สึกว่าเราเป็น
เมื่อความเห็นเรื่องตนคลายแล้ว ยังเหลืออะไรพระเขมกะ · SN 22.89สารคดีเชิงธรรม · พระเขมกะ · ตัวตนชั้นละเอียด
สารบัญ ↓
สารคดีชีวิตหนึ่งคน · 7 หัวข้อหลัก · ครบ 15 ประเด็นการศึกษา

พระเขมกะ
ไม่พบตัวตนในสิ่งใด
แต่ยังรู้สึกว่า “เราเป็น”

อ่านเขมกสูตรผ่าน 7 คำถามหลัก โดยเก็บรายละเอียดเดิมครบทั้ง 15 ประเด็น ตั้งแต่ความเจ็บป่วย คำถามเรื่องอุปาทานขันธ์ห้า ความต่างระหว่าง “เราเป็น” กับ “เราเป็นสิ่งนี้” อุปมากลิ่นดอกไม้ ร่องรอยตัวตนชั้นละเอียด การเห็นความเกิด–ดับ จนถึงการหลุดพ้นของพระเขมกะและพระเถระผู้ฟัง พร้อมแยกพระสูตร คำอธิบาย การฝึก และการประยุกต์ออกจากกันอย่างชัดเจน

เวลาอ่านโดยประมาณ30–40 นาที
พระสูตรหลักเขมกสูตร · SN 22.89
เหมาะสำหรับผู้ต้องการเข้าใจอนัตตาโดยไม่หยุดเพียงคำว่า “ไม่มีตัวตน”
หลังอ่านจะเข้าใจสักกายทิฏฐิ ร่องรอย “เราเป็น” และการเห็นขันธ์เกิด–ดับต่างกันอย่างไร
ระบบหลักฐาน 4 ระดับ

อ่านแล้วรู้ทันทีว่าอะไรอยู่ในพระสูตร อะไรคือคำอธิบาย และอะไรคือนำไปฝึก

กรอบสีทำหน้าที่เป็นป้ายกำกับ ไม่ให้การตีความเรื่อง “ผู้ประสบ” หรือแบบฝึกสมัยใหม่ถูกย้อนนำไปอ้างว่าเป็นถ้อยคำตรงทุกคำใน SN 22.89

พระสูตรกล่าวตรง

สถานที่ อาการป่วย คำถาม–คำตอบ อุปมาดอกไม้ อุปมาผ้า วิธีพิจารณา และผลตอนจบใน SN 22.89

คำอธิบายความหมาย

การแยกเวทนาออกจากผู้เป็นเจ้าของ และการอธิบาย “เราเป็น” ในฐานะศูนย์กลางของประสบการณ์

การฝึกที่พระสูตรชี้

รู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณตามสภาพ เหตุเกิด และความดับ จนร่องรอยว่าเราเป็นถูกละ

แนวประยุกต์ปัจจุบัน

แบบฝึกกับความเจ็บ การถูกตำหนิ ความกลัวล้มเหลว และความต้องการพิสูจน์ตน ซึ่งเป็นการประยุกต์สำหรับผู้อ่าน

วิธีอ่านฉบับอัปเดต: เริ่มจากแถบเรื่องพระสูตร 8 ตอนเพื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก่อน จากนั้นจึงอ่าน 7 คำถามหลัก ซึ่งรวมเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องไว้ในตอนเดียวและลดการซ้ำของกรอบวิเคราะห์
แผนภาพสารคดีพระเขมกะ 8 ตอน จากความเจ็บป่วยถึงการหลุดพ้นพร้อมผู้ฟังเปิดภาพเต็ม
ภาพรวมฉบับใหม่ · ใช้ภาพช่วยจำทั้ง 8 ตอน

เห็นเส้นเรื่องทั้งหมด
ก่อนวิเคราะห์คำว่า “เราเป็น”

ภาพรวมวางเหตุการณ์ของ SN 22.89 เป็นลำดับเดียว ตั้งแต่พระเขมกะอาพาธ การส่งพระทาสกะถาม–ตอบ การเดินไปพบพระเถระ อุปมากลิ่นดอกไม้และผ้า จนถึงการหลุดพ้นของผู้พูดและผู้ฟัง

8 ตอนเห็นลำดับเหตุการณ์ในภาพเดียว
1 พระสูตรใช้ SN 22.89 เป็นฐานหลัก
15 ประเด็นเชื่อมกับแผนศึกษาเดิมครบ
2 อุปมากลิ่นดอกไม้และกลิ่นน้ำยาซักผ้า
วิธีใช้ภาพ: ดูจากซ้ายไปขวา แล้วใช้แถบ 8 ตอนด้านล่างเพื่ออ่านคำอธิบายต่อเนื่องเปิดต้นฉบับความละเอียดสูง ↗
1ตอนที่ 1

พระเขมกะอาพาธหนัก และยอมรับตามตรงว่าความเจ็บกำลังเพิ่มขึ้น

ที่โกสัมพี พระเถระหลายรูปพักอยู่ในโฆสิตาราม ส่วนพระเขมกะพักอยู่ที่พทริการามและกำลังป่วยหนัก เมื่อพระทาสกะถูกส่งไปถามอาการ ท่านตอบว่าอาการไม่ดีขึ้น ความเจ็บรุนแรงกำลังเพิ่ม มิได้ลดลง เรื่องจึงเริ่มจากความจริงของกาย ไม่ได้เริ่มจากภาพว่าผู้มีธรรมต้องไม่รู้สึกเจ็บ

2ตอนที่ 2

พระเถระเปลี่ยนจากถามอาการกาย ไปถามฐานที่ความเป็นตนเข้าไปตั้งอยู่

คำถามถูกส่งผ่านพระทาสกะว่า ในอุปาทานขันธ์ห้า พระเขมกะเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งว่าเป็นตนหรือเป็นของตนหรือไม่ การถามแบบแจกขันธ์ทำให้เรื่อง “ฉัน” ถูกตรวจในองค์ประกอบของประสบการณ์ ไม่คงอยู่เป็นคำกว้าง ๆ

3ตอนที่ 3

พระเขมกะตอบว่าไม่เห็นขันธ์ใดเป็นตน แต่ยังไม่ยอมรับว่าตนเป็นพระอรหันต์

ท่านยืนยันว่าไม่ถือสิ่งใดในขันธ์ห้าว่าเป็นเรา หรือเป็นของเรา เมื่อพระเถระอนุมานว่าถ้าเช่นนั้นท่านก็น่าจะเป็นพระอรหันต์แล้ว พระเขมกะกลับปฏิเสธ จุดนี้เปิดความต่างระหว่างความเห็นเรื่องตนที่คลายแล้ว กับร่องรอย “เราเป็น” ที่ยังไม่ถูกถอนทั้งหมด

4ตอนที่ 4

เมื่อการถามผ่านผู้ส่งสารยังไม่ทำให้ประเด็นชัด พระเขมกะจึงพยุงกายไปอธิบายด้วยตนเอง

พระเขมกะขอไม้เท้า เดินไปพบพระเถระ และนั่งสนทนาต่อหน้า เหตุการณ์นี้ทำให้คำถามไม่เหลือเพียงการส่งข้อความกลับไปมา ผู้ถามสามารถไล่ตรวจว่า “เราเป็น” หมายถึงขันธ์ใด หรือหมายถึงสิ่งอื่นนอกขันธ์หรือไม่

5ตอนที่ 5

ท่านไม่ได้กล่าวว่า “เราเป็นสิ่งนี้” แต่ความรู้สึกว่า “เราเป็น” ยังเหลืออยู่

พระเขมกะไม่ระบุว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณคือเรา และไม่วางเราไว้นอกขันธ์เหล่านั้น แต่ยังมีร่องรอยของการตั้งตนเป็นผู้รับรู้ ผู้ทำ ผู้ถูกกระทบ หรือผู้ต้องรักษาความต่อเนื่องของเรื่องราวเกี่ยวกับตน

6ตอนที่ 6

อุปมากลิ่นดอกไม้ชี้ว่า ความรู้สึกว่าเราเป็นไม่อยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ก็อาศัยส่วนประกอบทั้งหมด

กลิ่นของดอกบัวไม่ควรถูกเรียกว่าเป็นกลิ่นของกลีบ สี หรือเกสรส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่เกิดโดยไม่อาศัยดอกไม้ อุปมานี้ช่วยให้เห็น “เราเป็น” ในฐานะผลที่เกิดจากขันธ์ทำงานร่วมกัน โดยไม่ต้องตั้งแก่นถาวรซ่อนอยู่เบื้องหลัง

7ตอนที่ 7

ความเห็นหยาบอาจถูกชำระแล้ว แต่กลิ่นค้างยังต้องอาศัยการเห็นขันธ์ตามความเกิดและความดับ

พระเขมกะเปรียบกับผ้าที่ซักสะอาดแล้วแต่ยังมีกลิ่นน้ำยาซักติดอยู่ ต้องอบต่อจึงหมดกลิ่น เช่นเดียวกับผู้ละความเห็นเรื่องตัวตนแล้ว แต่ยังมีความสำคัญ ความอยาก และความนอนเนื่องว่าเราเป็น การพิจารณาขันธ์แต่ละอย่างตามเหตุเกิดและความดับเป็นทางชำระร่องรอยนั้น

8ตอนที่ 8

การแสดงธรรมจบลงด้วยการหลุดพ้นของพระเขมกะและพระเถระประมาณหกสิบรูป

พระเถระชี้แจงว่าถามมิใช่เพื่อรบกวน แต่เห็นว่าพระเขมกะสามารถอธิบายพระดำรัสให้ชัด ขณะที่ท่านแสดงธรรม จิตของพระเขมกะและพระเถระผู้ฟังประมาณหกสิบรูปหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น บทสนทนาจึงกลายเป็นการภาวนาของทั้งผู้พูดและผู้ฟัง

ขอบเขตการเรียบเรียงและแหล่งพระสูตร

ส่วนนี้เป็นการเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์จาก SN 22.89 มิใช่การคัดคำแปลเต็มทุกบรรทัด ตัวอย่างเรื่อง “ผู้ต้องชนะ” “ผู้ต้องถูกเข้าใจ” และภาษาว่า “ศูนย์กลางผู้ประสบ” เป็นกรอบอธิบายเพื่อช่วยตรวจประสบการณ์ ไม่ใช่ศัพท์ตรงทุกคำในพระสูตร

1
ก่อนวิเคราะห์คำว่า “เราเป็น” ให้รู้จักสถานการณ์จริงก่อน

พระเขมกะอยู่ในภาวะใด และเหตุใดความเจ็บป่วยจึงสำคัญต่อบทเรียนนี้

เรื่องเริ่มที่ความเจ็บทางกาย เพื่อแยกสิ่งที่เกิดจริงออกจากผู้เป็นเจ้าของความเจ็บที่ใจอาจสร้างเพิ่ม

พระเขมกะไม่ได้เริ่มเรื่องในฐานะผู้กำลังอภิปรายทฤษฎีอนัตตา แต่เป็นผู้ป่วยหนักซึ่งต้องรับรู้เวทนาทางกายอย่างตรงไปตรงมา การวางฉากเช่นนี้ทำให้เห็นตั้งแต่ต้นว่า การไม่ยึดตัวตนไม่ใช่การปฏิเสธความเจ็บหรือทำเหมือนร่างกายไม่มีปัญหา

หลักฐานตรง

สถานที่ ตัวละคร และคำตอบเรื่องอาการ

ที่โกสัมพี พระเถระหลายรูปพักอยู่ในโฆสิตาราม ส่วนพระเขมกะพักอยู่ที่พทริการามและกำลังอาพาธ พระเถระส่งพระทาสกะไปถามว่าอาการพอทนได้หรือไม่ และมีแนวโน้มดีขึ้นหรือไม่ พระเขมกะตอบตรง ๆ ว่าอาการยังไม่ดีขึ้น ความเจ็บรุนแรงกำลังเพิ่ม มิได้ลดลง

พระสูตรจึงไม่เสนอภาพว่าผู้มีธรรมต้องไม่มีเวทนาทางกาย สิ่งที่กำลังถูกรู้คือความเจ็บจริง ส่วนคำถามของการปฏิบัติคือ เมื่อความเจ็บเกิดขึ้น จิตจะประกอบ “ฉันผู้ถูกทำร้าย” เพิ่มขึ้นมาหรือไม่

สิ่งที่เกิดจริงกายกำลังเจ็บ

ความเจ็บมีเหตุทางกายและถูกรู้ตามจริง

แรงตอบสนองอยากให้หาย

เกิดแรงต้านและความกลัวต่อสิ่งที่จะตามมา

เรื่องที่อาจเติมทำไมต้องเป็นฉัน

ความจำและการตีความสร้างผู้เป็นเจ้าของความเจ็บ

สิ่งที่ยังต้องทำดูแลกายตามเหตุ

ไม่ยึดไม่ได้แปลว่าไม่รักษาหรือไม่ขอความช่วยเหลือ

วิเคราะห์

เวทนาเป็นเหตุการณ์ ส่วน “ผู้ถูกเจ็บ” เป็นความหมายที่จิตอาจประกอบเพิ่ม

เมื่อกายกระทบและเกิดความเจ็บ ประสบการณ์ชั้นแรกคือเวทนา จากนั้นอาจมีแรงอยากให้หาย ความกลัวว่าอาการจะหนักขึ้น ภาพจำจากอดีต และความคิดถึงอนาคต หากองค์ประกอบเหล่านี้ถูกรวบเป็นเรื่องเดียว จิตจะรู้สึกว่า “ฉันกำลังถูกความเจ็บทำลาย”

การแยกชั้นไม่ใช่การบอกว่าความเจ็บไม่จริง แต่ทำให้เห็นว่า ความเจ็บกับเรื่องของผู้เป็นเจ้าของไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เมื่อเห็นการประกอบเพิ่ม จึงมีโอกาสดูแลกายโดยไม่ต้องเพิ่มทุกข์จากการต่อต้านและการรักษาภาพตน

แนวฝึก

แบบฝึกสามชั้นเมื่อกายหรือใจถูกกระทบ

ชั้นที่ 1 — ความรู้สึก: ระบุตำแหน่ง ลักษณะ และความเปลี่ยนของกายหรือเวทนาโดยยังไม่อธิบายว่าเป็นเรื่องของใคร

ชั้นที่ 2 — แรงอยาก: สังเกตว่าใจต้องการให้หาย ต้องการหนี หรือกลัวว่าจะควบคุมไม่ได้อย่างไร

ชั้นที่ 3 — เรื่องของฉัน: ฟังประโยคที่ตามมา เช่น “ฉันอ่อนแอ” “ชีวิตฉันพัง” หรือ “ไม่มีใครเข้าใจฉัน” แล้วเห็นว่าเป็นการปรุงเพิ่ม

ขอบเขต

ไม่ใช้อนัตตาปฏิเสธการรักษาและความรับผิดชอบ

การไม่สร้างตัวตนจากความเจ็บไม่ใช่การละเลยโรค ไม่ใช่การห้ามร้องขอความช่วยเหลือ และไม่ใช่การบอกผู้อื่นว่าเจ็บเพราะยึดเท่านั้น การรักษา การพัก การกินยา และการสื่อสารอาการยังเป็นการกระทำตามเหตุที่ควรทำ

2
เปลี่ยนคำว่า “ฉัน” ให้เป็นสิ่งที่ตรวจได้

พระเถระกำลังถามอะไร เมื่อแจกคำถามลงไปที่อุปาทานขันธ์ห้า

แทนที่จะถามกว้าง ๆ ว่ายังยึดตัวตนหรือไม่ พระสูตรให้ตรวจรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณทีละส่วน

คำว่า “ตัวตน” มักกว้างจนผู้เรียนตอบได้เพียงว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ พระเถระจึงเปลี่ยนคำถามให้ลงมาถึงวัตถุดิบของประสบการณ์ เพื่อดูว่าการถือเอาเกิดตรงกาย ความรู้สึก ความจำ การปรุง หรือการรับรู้

หลักฐานตรง

คำถามในพระสูตรระบุอุปาทานขันธ์ห้าครบ

พระทาสกะกลับไปถามพระเขมกะว่า ในอุปาทานขันธ์ห้า ท่านเห็นสิ่งใดว่าเป็นตนหรือเป็นของตนหรือไม่ พระเขมกะตอบว่าไม่เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งในลักษณะนั้น

คำตอบนี้สำคัญเพราะไม่ใช่เพียงการกล่าวว่า “ทุกอย่างไม่ใช่เรา” แบบรวบยอด แต่เป็นการไม่ตั้งตนไว้ในองค์ประกอบแต่ละประเภทที่กำลังปรากฏ

1

รูป

กายและสภาพทางกายที่เปลี่ยนตามเหตุ

2

เวทนา

ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเป็นกลาง

3

สัญญา

การจำหมาย จำแนก และให้ความหมาย

4

สังขาร

เจตนา แรงผลัก และการปรุงแต่ง

5

วิญญาณ

การรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

วิเคราะห์

ตัวตนไม่ปรากฏโดด ๆ แต่ใช้ขันธ์เป็นวัสดุสำหรับสร้างเรื่อง

เมื่อเกิดความโกรธ จิตอาจนำความร้อนในกาย เวทนาไม่พอใจ ภาพจำของคำพูด ความคิดตอบโต้ และการรับรู้คู่กรณี มารวบเป็นประโยคว่า “ฉันถูกดูหมิ่น” จากนั้นประโยคนั้นย้อนกลับไปทำให้แต่ละขันธ์เข้มขึ้นอีก

การแจกขันธ์จึงทำให้เห็นว่า “ฉันโกรธ” ไม่ใช่ก้อนเดียวที่ต้องเชื่อหรือกำจัด แต่เป็นองค์ประกอบหลายอย่างที่เกิดร่วมกันและเปลี่ยนได้ เมื่อองค์ประกอบเปลี่ยน เรื่องของฉันก็ไม่มีฐานคงที่เหมือนเดิม

แนวฝึก

เปลี่ยนประโยคสรุปตน ให้เป็นรายการสภาวะที่กำลังเกิด

แทนคำว่า “ฉันโกรธ” ลองตรวจว่า มีความร้อนหรือเกร็งตรงไหน เวทนาเป็นแบบใด ภาพหรือคำใดถูกจำขึ้นมา ใจกำลังเตรียมทำอะไร และสิ่งใดกำลังถูกรู้ การแจกไม่ใช่เพื่อหลบความรับผิดชอบ แต่เพื่อไม่ให้คำว่า “ฉัน” ปิดการเห็นเหตุทั้งหมด

ขอบเขต

ไม่ต้องบังคับภาษาให้ไม่มีคำว่า “ฉัน”

ภาษาในชีวิตประจำวันยังต้องใช้ชื่อ บุคคล หน้าที่ และคำว่า “ฉัน” ตามสมมติ ประเด็นของพระสูตรอยู่ที่การถือเอาในใจ ไม่ใช่การเปลี่ยนไวยากรณ์ทุกประโยคจนสื่อสารไม่ได้

3
ความเห็นที่ถูกต้องยังไม่เท่ากับแรงเคยชินทั้งหมดดับ

เมื่อพระเขมกะไม่ถือขันธ์ใดเป็นตน เหตุใดจึงยังไม่ยอมรับว่าตนเป็นพระอรหันต์

จุดเปลี่ยนของเรื่องอยู่ที่การไม่ด่วนสรุปว่า เข้าใจอนัตตาถูกแล้วจึงไม่มีงานภายในเหลืออีก

พระเถระอนุมานจากคำตอบว่า หากพระเขมกะไม่ถือขันธ์ใดเป็นตน ก็น่าจะสิ้นอาสวะแล้ว แต่พระเขมกะปฏิเสธอย่างชัดเจน การปฏิเสธนี้ทำให้เรื่องเดินจาก “ความเห็นเรื่องตน” ไปสู่ “ความรู้สึกว่าเราเป็น” ซึ่งละเอียดกว่า

หลักฐานตรง

พระเขมกะยืนยันสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรก ท่านไม่เห็นขันธ์ใดเป็นตนหรือเป็นของตน ด้านที่สอง ท่านยังไม่ใช่พระอรหันต์ และยังมีร่องรอยของ “เราเป็น” เหลืออยู่ พระสูตรจึงไม่อนุญาตให้ใช้ข้อสรุปทางความคิดชั้นเดียวเป็นเครื่องรับรองผลทางธรรมขั้นสุดท้าย

สิ่งที่อาจเข้าใจได้ด้วยเหตุผล

ไม่มีขันธ์ใดเป็นตัวตนถาวร

  • กายเปลี่ยนและควบคุมไม่ได้ทั้งหมด
  • เวทนา ความจำ ความคิด และการรับรู้เกิดตามเหตุ
  • ไม่มีส่วนใดคงเดิมพอจะเป็นแก่นถาวร
สิ่งที่ยังต้องตรวจในประสบการณ์

ใครกำลังถูกกระทบ ป้องกัน หรือพิสูจน์อยู่

  • ยังสะเทือนเมื่อถูกตำหนิหรือถูกมองข้าม
  • ยังวัดว่าตนสูง ต่ำ หรือเท่ากับผู้อื่น
  • ยังต้องรักษาภาพว่าเป็นผู้รู้ ผู้ดี หรือผู้ไม่ผิด
วิเคราะห์

ความเข้าใจอาจนำหน้าความเคยชิน

คนหนึ่งอาจอธิบายอนัตตาได้ถูกต้อง แต่เมื่อสถานะถูกกระทบ ใจยังตอบสนองเหมือนมีผู้ต้องรอด ผู้ต้องถูกยอมรับ หรือผู้ต้องไม่แพ้ ความเห็นที่ถูกจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ แต่ไม่ได้แปลว่าแรงเปรียบเทียบ ความอยากดำรงตน และปฏิกิริยาอัตโนมัติถูกถอนพร้อมกันทั้งหมด

แนวฝึก

ใช้ช่วงที่ “รู้ว่าไม่ควรยึด แต่ใจยังสะเทือน” เป็นข้อมูล

ไม่ต้องรีบตำหนิตนว่าเข้าใจธรรมไม่จริง ให้สังเกตตรงช่วงที่กายร้อน ใจอยากอธิบายตนทันที หรือคิดวนเพื่อชนะย้อนหลัง เพราะตรงนั้นเผยให้เห็นร่องรอยของ “เราเป็น” ได้ชัดกว่าคำตอบทางทฤษฎี

ขอบเขต

พูดคำว่าอนัตตาได้คล่อง ไม่ใช่หลักฐานว่าการยึดหมดแล้ว

ในทางกลับกัน การใช้คำว่า “ฉัน” ตามสมมติ การมีหน้าที่ หรือการแสดงความเห็นต่าง ก็ไม่ใช่หลักฐานว่าบุคคลยึดตัวตนเสมอไป ต้องดูการถือเอาและเหตุปัจจัยภายใน ไม่ใช่ตัดสินจากถ้อยคำภายนอกอย่างเดียว

4
จุดที่เขมกสูตรเปิดตัวตนชั้นละเอียดที่สุด

คำว่า “เราเป็น” โดยไม่กล่าวว่า “เราเป็นสิ่งนี้” หมายถึงอะไร

ไม่ใช่การค้นพบตัวตนชนิดใหม่ แต่เป็นการเห็นศูนย์กลางผู้ประสบที่ยังถูกผลิตขึ้นโดยอาศัยขันธ์ห้า

เมื่อคำถามส่งกลับไปมาหลายครั้ง พระเขมกะขอไม้เท้า พยุงกายไปพบพระเถระด้วยตนเอง แล้วอธิบายต่อหน้าว่า ท่านไม่ได้กล่าวว่าขันธ์ใดคือเรา หรือเราอยู่นอกขันธ์ แต่ความรู้สึกว่า “เราเป็น” ยังไม่ถูกละ

หลักฐานตรง

“เราเป็นสิ่งนี้” กับ “เราเป็น” ไม่ใช่ระดับเดียวกัน

“เราเป็นสิ่งนี้” คือการระบุตนเข้ากับเนื้อหา เช่น เราคือกายนี้ ความรู้สึกนี้ ความทรงจำนี้ ความคิดนี้ หรือผู้รู้นี้ ส่วน “เราเป็น” อาจยังเหลือเป็นความรู้สึกว่ามีผู้กำลังรับรู้ ผู้ทำ ผู้ควบคุม หรือผู้ถูกประเมิน แม้ตอบไม่ได้ว่าผู้นั้นคือสิ่งใด

พระเขมกะไม่ได้วางผู้ประสบนี้ไว้นอกขันธ์ และไม่ได้รับรองว่ามีแก่นลึกลับอีกชั้นหนึ่ง จุดของคำอธิบายคือเผยความละเอียดของการตั้งตนที่ยังอาศัยขันธ์ห้าอยู่

อุปมากลางเรื่อง

กลิ่นไม่ใช่กลีบ ไม่ใช่สี ไม่ใช่เกสร แต่ก็ไม่เกิดโดยไม่อาศัยดอกไม้

หากเรียกกลิ่นดอกบัวว่าเป็นกลิ่นของกลีบ สี หรือเกสรส่วนใดส่วนหนึ่ง ย่อมไม่ตรง ควรเรียกว่าเป็นกลิ่นของดอกไม้ อุปมานี้เปลี่ยนคำถามจาก “ตัวฉันซ่อนอยู่ส่วนไหน” ไปเป็น “องค์ประกอบอะไรทำให้ความเป็นฉันปรากฏขึ้นทั้งระบบ”

ไม่อยู่ในส่วนเดียว

ไม่อาจชี้ขันธ์หนึ่งว่าเป็นตัวเราโดยตัวมันเอง

ไม่อยู่นอกระบบ

ไม่ต้องสมมติแก่นชนิดใหม่หลังขันธ์ห้า

เกิดโดยอาศัยกัน

กาย เวทนา ความจำ การปรุง และการรู้ทำงานร่วมกัน

เปลี่ยนตามเงื่อนไข

เมื่อองค์ประกอบและการถือเอาเปลี่ยน ความรู้สึกว่าเราก็เปลี่ยน

วิเคราะห์

กรอบวิเคราะห์: ตัวตนอาจทำหน้าที่เป็นตำแหน่ง ไม่ใช่วัตถุที่ค้นพบ

ข้อความต่อไปนี้เป็นกรอบวิเคราะห์จากอุปมาและลำดับเหตุ ไม่ใช่คำนิยามเรื่องตัวตนที่พระสูตรบัญญัติไว้โดยตรง ในเหตุการณ์หนึ่ง จิตอาจตั้งผู้ต้องชนะ ผู้ต้องถูกเข้าใจ ผู้ต้องไม่ผิด หรือผู้ซึ่งกำลังควบคุมทุกอย่างขึ้นมา ตำแหน่งนี้ไม่มีรูปร่างแยกจากประสบการณ์ แต่ทำหน้าที่รวบสภาวะทั้งหมดเข้าหาศูนย์กลางเดียว แล้วบอกว่าเหตุการณ์นี้กำลังเกิด “แก่ฉัน”

เมื่อเห็นเช่นนี้ การปฏิบัติไม่จำเป็นต้องโต้เถียงว่าฉันมีหรือไม่มี แต่ตรวจว่าขณะนี้กำลังสร้างผู้ประเภทใด และผู้คนนั้นต้องอาศัยกาย เวทนา ภาพจำ ความคิด และการรับรู้อะไรจึงตั้งอยู่ได้

แนวฝึก

คำถามสั้น ๆ สำหรับจับศูนย์กลางที่กำลังถูกสร้าง

เมื่อใจสะเทือน ลองถามว่า “ตอนนี้มีผู้ต้องชนะหรือไม่?” “มีผู้ต้องถูกเข้าใจหรือไม่?” “มีผู้ต้องรักษาภาพว่าเป็นคนดีหรือผู้รู้หรือไม่?” จากนั้นกลับไปดูขันธ์ที่เลี้ยงตำแหน่งนั้น แทนการพยายามลบคำว่า “ฉัน” ด้วยความคิดอีกชุดหนึ่ง

ขอบเขต

อุปมานี้ไม่รับรองวิญญาณรวมหมู่หรือแก่นชนิดใหม่

หน้าที่ของอุปมาคืออธิบายว่าความรู้สึกว่าเราเป็นอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ได้ยืนยันว่ามีสิ่งถาวรแฝงอยู่เบื้องหลัง และไม่ได้ปฏิเสธบุคคล หน้าที่ หรือความรับผิดชอบในทางสมมติ

5
แยกสิ่งที่คล้ายกัน เพื่อไม่ให้คำว่า “ยึดตัวตน” กว้างเกินไป

เมื่อสักกายทิฏฐิคลายแล้ว ร่องรอยตัวตนชั้นละเอียดยังทำงานผ่านอะไรบ้าง

พระเขมกะแยกความสำคัญว่าเราเป็น ความอยากว่าเราเป็น และความนอนเนื่องว่าเราเป็นออกจากความเห็นเรื่องตน

เขมกสูตรทำให้เห็นว่า ตัวตนไม่ได้อยู่เพียงในรูปของความเชื่อว่า “มีฉันถาวร” แต่ยังอยู่ในวิธีวัดตน แรงอยากให้ตนดำรงหรือกลายเป็นบางอย่าง และแนวโน้มแฝงที่พร้อมกลับมาทำงานเมื่อมีเหตุ

หลักฐานตรง

พระสูตรกล่าวถึงร่องรอย “เราเป็น” หลายมิติ

พระเขมกะยกกรณีอริยสาวกผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำห้าแล้วมาอธิบายว่า ยังอาจมีความสำคัญว่าเราเป็น ความอยากว่าเราเป็น และความนอนเนื่องว่าเราเป็นในอุปาทานขันธ์ห้า คำแปลแต่ละสำนวนอาจเลือกศัพท์ต่างกันเล็กน้อย แต่ใจความคือ การคลายความเห็นหยาบไม่ได้ทำให้แรงตั้งตนทุกระดับดับทันที ข้อความนี้ใช้แสดงความละเอียดของกิเลส ไม่ควรถูกใช้ฟันธงระดับธรรมของพระเขมกะก่อนอ่านผลตอนจบของพระสูตร

“เราเป็น” ในด้านมานะ

อัสมิมานะ — ความสำคัญว่าเราเป็น

การตั้งตำแหน่งและวัดตน เช่น ดีกว่า แย่กว่า เท่ากัน เป็นผู้รู้ หรือเป็นผู้ถูกมองข้าม

“เราเป็น” ในด้านความอยาก

ความอยากว่า “เราเป็น”

แรงอยากให้ภาพของตนดำรง อยากกลายเป็นบางอย่าง หรือไม่อยากสูญเสียสถานะที่ใช้รับรองตน

“เราเป็น” ในด้านความนอนเนื่อง

ความนอนเนื่องว่า “เราเป็น”

แนวโน้มแฝงที่ยังไม่แสดงตลอดเวลา แต่พร้อมทำงานเมื่อถูกชม ตำหนิ เปรียบเทียบ หรือคุกคาม

คำอธิบายจากอุปมา · ไม่ใช่ข้อความอ้างตรง
ความเห็นหยาบอาจถูกชำระแล้ว แต่ร่องรอยของ “เราเป็น” ยังต้องอาศัยการอบรมต่อจนหมดกลิ่นค้าง
วิเคราะห์

การคลายตัวตนจึงต้องแตะทั้งความคิด แรงอยาก และนิสัย

คนหนึ่งอาจไม่เชื่อว่ามีตัวตนถาวร แต่ยังเปรียบเทียบตนกับผู้อื่น ต้องการให้ภาพของตนอยู่รอด และตอบสนองอัตโนมัติเมื่อบทบาทหรือคุณค่าที่ผูกกับตนถูกสั่นคลอน หากแก้เฉพาะความเห็นด้วยเหตุผล ส่วนของแรงอยากและความเคยชินอาจยังผลิตศูนย์กลางตนซ้ำ

คำถามที่ 1

กำลังวัดตนกับใคร

ดูการสูงกว่า ต่ำกว่า หรือเท่ากัน แม้ในเรื่องธรรม ความดี และความเข้าใจ

คำถามที่ 2

กำลังอยากเป็นอะไร

ดูภาพอนาคตที่ต้องการให้เกิดเพื่อยืนยันว่าตนมีคุณค่า ปลอดภัย หรือสำเร็จ

คำถามที่ 3

กำลังปกป้องภาพใด

ดูบทบาทที่ห้ามใครแตะ เช่น คนดี ผู้เก่ง ผู้เสียสละ หรือผู้ไม่เคยผิด

คำถามที่ 4

อะไรเกิดอัตโนมัติ

ดูการแก้ตัว โต้กลับ หดตัว หรือสร้างเรื่องยาว ก่อนจะได้พิจารณาตามเหตุ

ขอบเขต

ไม่ใช้พฤติกรรมภายนอกตัดสินระดับธรรม

ศัพท์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางธรรมที่ละเอียด ไม่ควรเห็นใครแสดงความเห็น ปกป้องสิทธิ หรือรับผิดชอบบทบาท แล้วสรุปทันทีว่าเขามีมานะระดับใด รวมทั้งไม่ควรประกาศระดับธรรมของตนจากความสงบชั่วคราว

6
ทางออกไม่ใช่ย้ำว่า “ไม่ใช่เรา” แต่เห็นขันธ์ทำงานตามเหตุ

พระเขมกะชี้ให้ฝึกอย่างไร จนร่องรอย “เราเป็น” ถูกละ

รู้ขันธ์ตามสภาพ เห็นเหตุเกิด เห็นความแปร และเห็นความดับ โดยไม่ตั้งผู้ควบคุมขึ้นมาซ้อน

พระสูตรไม่ได้จบที่คำจำกัดความของ “เราเป็น” แต่ชี้การอบรมต่อ: พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณตามความเกิดและความดับ จนความสำคัญ ความอยาก และความนอนเนื่องว่าเราเป็นไม่มีฐานให้ตั้งอยู่

หลักฐานตรง

แจกการพิจารณาไปทีละขันธ์

รูปเป็นอย่างไร เกิดจากเหตุใด และดับอย่างไร เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณก็ถูกตรวจในแนวเดียวกัน การเห็นไม่ใช่เพียงคิดว่าทุกอย่างไม่เที่ยง แต่ติดตามให้เห็นว่าแต่ละสภาวะอาศัยเหตุ เกิดขึ้น เปลี่ยน และสิ้นไปจริงในประสบการณ์

1 · สิ่งกระทบ

เสียง คำพูด ความเจ็บ หรือภาพจำเข้ามาเป็นเงื่อนไข

2 · ขันธ์เด่น

กาย เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณบางส่วนเด่นขึ้น

3 · การถือเอา

จิตรวบสภาวะเป็น “ฉัน” หรือ “ของฉัน”

4 · ตำแหน่งตน

ผู้ต้องชนะ ผู้ถูกทำร้าย หรือผู้ต้องรักษาภาพถูกตั้งขึ้น

5 · เห็นการเปลี่ยน

องค์ประกอบแต่ละส่วนไม่คงเดิมและขึ้นกับเหตุ

6 · ไม่เติมเชื้อ

เมื่อไม่รักษาเรื่องต่อ ศูนย์กลางที่ถูกสร้างย่อมคลายและดับ

คู่มือฝึกจากโครงเขมกสูตร

ทำอย่างไรในเหตุการณ์จริง แก้เหตุใด และดูผลอย่างไร

ขั้นฝึกทำอะไรในชีวิตจริงแก้เหตุใดสังเกตผลอย่างไร
หยุดก่อนเล่าเรื่อง

รับรู้กายและเวทนาก่อน เช่น แน่นอก ร้อนหน้า ใจหวิว หรือแรงผลัก

ไม่ให้คำสรุปว่า “ฉันถูกกระทำ” เข้ามาปิดข้อมูลชั้นแรก

สามารถบอกสิ่งที่เกิดโดยไม่ต้องรีบกล่าวโทษตนหรือผู้อื่น

แจกออกเป็นขันธ์

แยกกาย ความรู้สึก ภาพจำ การปรุง และสิ่งที่กำลังถูกรู้

ทำให้ก้อน “ฉัน” แตกออกเป็นกระบวนการที่ตรวจเหตุได้

เห็นว่าแต่ละส่วนเปลี่ยนไม่พร้อมกัน และไม่มีส่วนใดควบคุมทั้งหมด

ตรวจตำแหน่งผู้ประสบ

ถามว่ากำลังสร้างผู้ต้องชนะ ผู้ต้องถูกเข้าใจ หรือผู้ต้องไม่เสียหน้าหรือไม่

เผย “เราเป็น” ที่ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นสิ่งใด

จับการปกป้องภาพตนได้ก่อนตอบสนองอัตโนมัติ

เห็นเหตุเกิด

ดูคำพูด ภาพจำ ความคาดหวัง และความกลัวที่ทำให้ความเป็นฉันเข้มขึ้น

เปลี่ยนจากการหาเจ้าของ ไปสู่การเข้าใจเงื่อนไข

รู้ว่าปฏิกิริยาแรงขึ้นหรือลดลงตามเหตุ ไม่ใช่ตัวตนคงที่

อยู่ดูความเปลี่ยน

ไม่เร่งกำจัด ดูกาย เวทนา ความคิด และตำแหน่งผู้ประสบเปลี่ยนอย่างไร

ไม่สร้างผู้ควบคุมขึ้นมาอีกชั้นเพื่อบังคับทุกอย่างให้ดับ

เห็นสภาวะสิ้นกำลังได้เองเมื่อเหตุไม่ถูกเติม

ทำสิ่งที่ควรทำ

รักษาโรค ขอโทษ ปฏิเสธ ตั้งขอบเขต หรือแก้ปัญหาตามเหตุ

แยกความรับผิดชอบออกจากการใช้บทบาทสร้างคุณค่าถาวรให้ตน

การกระทำตรงขึ้น แต่เรื่องปกป้องภาพตนสั้นลง

วิเคราะห์

เห็นเกิด–ดับทำลายความต่อเนื่องของ “เจ้าของคนเดิม”

ความรู้สึกว่ามีตนต่อเนื่องต้องอาศัยการเชื่อมเหตุการณ์จำนวนมากให้เป็นประวัติของเจ้าของคนเดียว เมื่อเห็นว่ากาย เวทนา ภาพจำ เจตนา และการรับรู้ต่างเกิดตามเหตุและดับตามเหตุ การเชื่อมทุกอย่างเข้าหาแก่นเดียวจะไม่มีหลักฐานถาวรเหมือนเดิม

ขอบเขต

การเห็นดับไม่ใช่การจ้องให้ทุกอย่างหาย

หากมีผู้พยายามบังคับเวทนาและความคิดให้ดับ ผู้ควบคุมอีกคนหนึ่งอาจถูกสร้างขึ้นซ้อน การฝึกคือรู้ความแปรตามเหตุโดยไม่ผลักไส และยังทำสิ่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์จริง

7
ปลายทางของการสนทนาที่ไม่มีผู้ชนะ

เหตุใดผู้แสดงธรรมและผู้ฟังจึงหลุดพ้นพร้อมกัน และเราควรเข้าใจผลนี้อย่างไร

ตอนจบไม่ใช่เพียงได้คำอธิบายที่ดี แต่จิตของพระเขมกะและพระเถระประมาณหกสิบรูปหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น

พระเถระชี้แจงว่ามิได้ซักถามเพื่อรบกวนพระเขมกะ แต่เห็นว่าท่านสามารถอธิบายพระดำรัสให้ชัดได้ ขณะอธิบาย ผู้พูดไม่ได้เพียงส่งต่อความรู้ ส่วนผู้ฟังก็ไม่ได้เพียงเก็บคำตอบ ทั้งสองฝ่ายนำสิ่งที่กล่าวกลับมาตรวจการถือมั่นในจิตของตน

หลักฐานตรง

ผลที่พระสูตรยืนยัน

ตอนท้าย SN 22.89 ระบุว่า จิตของพระเขมกะและพระเถระประมาณหกสิบรูปหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ผลนี้เกินกว่าความรู้สึกสงบ ความเข้าใจคำศัพท์ หรือความเห็นพ้องในการสนทนา

ระดับความสำเร็จ

ความหลุดพ้นจากอาสวะด้วยความไม่ถือมั่น

เรื่องไม่ได้จบที่พระเขมกะพิสูจน์ว่าตนอธิบายถูก แต่จบเมื่อไม่มีฐานให้ผู้พิสูจน์ ผู้ถูกท้าทาย หรือผู้ครอบครองความรู้ตั้งอยู่แบบเดิม การแสดงธรรมจึงเป็นเหตุแห่งการเห็นตรงทั้งของผู้พูดและผู้ฟัง

ต่อกายที่เจ็บ

เวทนาทางกายถูกยอมรับตามเหตุ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเจ้าของถาวร

ต่อความรู้

คำอธิบายไม่ถูกใช้สร้างผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชนะการโต้แย้ง

ต่อผู้ฟัง

ผู้ฟังไม่เพียงเชื่อ แต่ตรวจคำสอนในขันธ์และการถือมั่นของตน

ผลหลังการเห็นชัด 4 ระดับ

คำว่า “หลุดพ้นพร้อมกัน” เปลี่ยนความสัมพันธ์ต่อประสบการณ์อย่างไร

1สิ่งที่ถูกถอน

ฐานของผู้ครอบครองขันธ์

ไม่ตั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณเป็นเรา ของเรา หรือแก่นที่ต้องรักษา

2สิ่งที่ไม่ต้องทำอีก

ไม่ต้องสร้างศูนย์กลางมาคุมทุกเหตุการณ์

ประสบการณ์เกิดและดับตามเหตุ โดยไม่ต้องสมมติผู้ควบคุมถาวรอยู่เบื้องหลัง

3ผลทางธรรม

หลุดพ้นจากอาสวะ

พระสูตรยืนยันผลขั้นสุดท้าย มิใช่เพียงเข้าใจเรื่องตัวตนดีขึ้นหรือสงบชั่วคราว

4ความหมายต่อการสนทนา

คำถามทำหน้าที่เปิดเหตุ ไม่สร้างผู้ชนะ

ผู้พูดและผู้ฟังร่วมกันเห็นการถือมั่น จึงเปลี่ยนบทสนทนาให้เป็นการภาวนาได้

1

ถามเพื่อเห็นเหตุ

ไม่ถามเพื่อบีบให้ใครแพ้ แต่ถามให้ฐานของข้อสรุปปรากฏ

2

ตอบโดยไม่รักษาผู้รู้

ใช้คำตอบตรวจจิตตนเอง ไม่ใช้คำตอบสร้างสถานะเหนือผู้อื่น

3

ฟังโดยนำกลับมาตรวจ

ไม่เพียงสะสมคำสอน แต่ดูว่าขณะฟังมีใครกำลังถือเอาอยู่

4

จบเมื่อการถือคลาย

เป้าหมายไม่ใช่ได้ข้อสรุปสวยงาม แต่การยึดลดและการเห็นตามเหตุชัดขึ้น

แก่นของเขมกสูตร
ไม่ต้องรีบหาว่า “ตัวฉันอยู่ที่ไหน” ให้เห็นว่า ความรู้สึกว่าเราเป็นอาศัยอะไรเกิด และดับอย่างไรเมื่อไม่ถือมั่น

นำหลักการนี้มาใช้ในชีวิตอย่างไร

  • เมื่อถูกตำหนิ แยกเวทนาออกจากผู้ต้องปกป้องภาพตน
  • เมื่อกลัวล้มเหลว ดูว่าภาพ “ผู้สำเร็จ” ถูกใช้รับรองคุณค่าอย่างไร
  • เมื่อเจ็บป่วย ดูแลกายตามเหตุโดยไม่เพิ่มเรื่องว่าชีวิตกำลังทำร้ายฉัน
  • เมื่อสนทนา เปลี่ยนจากใครถูกเป็นอะไรเกิดก่อน อะไรเลี้ยงต่อ และอะไรดับเมื่อไม่เติม

สิ่งที่ไม่ควรสรุปเกินพระสูตร

  • ไม่ใช่คำสอนให้ปฏิเสธบุคคลและความรับผิดชอบทางสมมติ
  • ไม่ใช่เหตุให้ละเลยการรักษากายหรือความเดือดร้อนจริง
  • ไม่ใช่หลักฐานว่าความเข้าใจชั่วคราวเท่ากับอรหัตผล
  • ไม่ควรใช้พฤติกรรมภายนอกตัดสินระดับธรรมของตนหรือผู้อื่น
เปิดศัพท์ธรรมฉบับอธิบายละเอียดเปิด–ปิด
อุปาทานขันธ์ห้า

รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณในฐานะที่ถูกถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือเกี่ยวกับความเป็นเรา

สักกายทิฏฐิ

ความเห็นเกี่ยวกับตัวตนที่อาศัยขันธ์ห้า ซึ่งต้องแยกจากร่องรอย “เราเป็น” ชั้นละเอียดกว่า

อัสมิมานะ

ความสำคัญว่าเราเป็น การตั้งและวัดตน แม้ไม่ได้ระบุว่าเราเป็นสิ่งใด

ความอยากว่า “เราเป็น”

แรงอยากให้ภาพตนดำรงหรือกลายเป็นบางอย่าง พระบาลีปรากฏเป็นวลีเกี่ยวกับ “เราเป็น” ไม่จำเป็นต้องรวมเป็นหัวศัพท์คำเดียว

ความนอนเนื่องว่า “เราเป็น”

แนวโน้มแฝงที่พร้อมทำงานเมื่อมีเหตุเหมาะสม พระบาลีปรากฏเป็นวลีเกี่ยวกับ “เราเป็น” ไม่จำเป็นต้องรวมเป็นหัวศัพท์คำเดียว

ความเกิดและความดับ

เห็นสภาวะเกิดตามเหตุ เปลี่ยน และสิ้นไป ไม่ใช่เพียงท่องว่าไม่เที่ยง

อาสวะ

กระแสหรือเครื่องหมักดองของกิเลส การหลุดพ้นจากอาสวะเป็นคำยืนยันผลขั้นสุดท้ายในตอนจบ

อนุปาทาวิมุตติ

ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ไม่ใช่เพียงความโล่งหรือความเข้าใจช่วงหนึ่ง

ยังมีความเจ็บอยู่ไหม

ฉากเปิดยืนยันว่ากายเจ็บได้ ประเด็นคือเวทนาไม่จำเป็นต้องถูกต่อเป็นเจ้าของถาวรและเรื่องยาวของตน

ยังใช้คำว่า “ฉัน” ได้ไหม

ใช้ตามสมมติได้ การฝึกตรวจการถือเอาในใจ ไม่ได้บังคับให้เลิกใช้ภาษาบุคคล

ความเข้าใจต่างจากผลอย่างไร

ความเข้าใจทางเหตุผลช่วยวางทิศ แต่พระสูตรแยกชัดว่าการไม่เห็นขันธ์เป็นตนยังไม่เท่ากับอาสวะสิ้น

สนทนาธรรมอย่างไรไม่สร้างตน

ถามเพื่อเปิดเหตุ ตอบเพื่อเห็นจริง ฟังเพื่อตรวจตน และไม่ใช้ความรู้สร้างผู้ชนะหรือผู้เหนือกว่า

ขอบเขต

ชั้นของข้อสรุปในหน้านี้

พระสูตรกล่าวตรง: ฉากอาพาธ การถามผ่านพระทาสกะ การเดินไปพบ คำอธิบาย “เราเป็น” อุปมากลิ่นดอกไม้และผ้า การเห็นเกิด–ดับ และผลตอนจบ

คำอธิบาย: ภาษาว่า “ศูนย์กลางผู้ประสบ” “ผู้ต้องชนะ” และการวิเคราะห์ตัวตนในฐานะระบบ เป็นกรอบช่วยมอง

การประยุกต์: แบบฝึกกับความเจ็บ การถูกตำหนิ งาน ความล้มเหลว และการสนทนา เป็นแนวใช้ปัจจุบัน ไม่ใช่ถ้อยคำตรงทุกข้อในพระสูตร