การอบรมจิตให้เสมอด้วยธาตุห้า
ศึกษาว่าดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศถูกใช้เป็นอุปมาอย่างไร เพื่อไม่ให้ผัสสะที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจตั้งอยู่ครอบงำจิต
บทที่ 4 เปลี่ยนวิธีมองกาย บทนี้เปลี่ยนวิธีที่จิตอยู่กับสิ่งซึ่งมากระทบ โดยศึกษาคำสอนใน MN 62 เรื่องการอบรมจิตให้เสมอด้วยดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ เพื่อให้สิ่งน่าพอใจและไม่น่าพอใจไม่ตั้งอยู่ครอบงำจิตทั้งหมด
ใช้สี่ช่องนี้กำหนดขอบเขตก่อนอ่าน เพื่อแยกข้อความตรงใน MN 62 การสังเคราะห์ของหลักสูตร ผลที่ทดลองสังเกตได้ และผลสูงสุดที่ยังไม่ควรรับรองตนเอง
ศึกษาว่าดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศถูกใช้เป็นอุปมาอย่างไร เพื่อไม่ให้ผัสสะที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจตั้งอยู่ครอบงำจิต
เพื่อรู้ผัสสะ เวทนา เรื่องที่ใจเติม และแรงอยากหรือแรงผลัก ก่อนเลือกวาจา การกระทำ หรือการตั้งขอบเขต
อารมณ์ยังเกิด แต่เริ่มมีพื้นที่ให้ตรวจข้อมูล ลดการตอบโต้ และกลับมารับผิดชอบต่อผลของการกระทำได้เร็วกว่าเดิม
บทนี้ไม่รับรองว่ากิเลสหมด ไม่แทนการรักษาหรือออกจากอันตราย และไม่ทำให้การอดทนต่อการละเมิดกลายเป็นธรรมปฏิบัติ
เข็มทิศเป็นการจัดระบบของหลักสูตร ไม่ใช่ข้อความต่อเนื่องจากพระสูตร ใช้กำกับวิธีอ่านโดยไม่เปลี่ยนแกนคำสอนใน MN 62
หลังพระพุทธเจ้าทรงอธิบายธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศทั้งภายใน–ภายนอก และให้เห็นว่าไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน พระองค์ทรงเปลี่ยนจาก “พิจารณาธาตุ” มาสู่ “อบรมจิตให้เสมอด้วยธาตุ” โดยตรัสซ้ำว่า เมื่ออบรมเช่นนั้น ผัสสะที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจซึ่งเกิดขึ้นแล้วจะไม่ตั้งอยู่ครอบงำจิต
แข็ง ชุ่ม ร้อน เคลื่อน และว่างทั้งภายใน–ภายนอก ไม่ควรถูกยึดว่าเป็นของเรา เป็นเรา หรือเป็นแก่นตัวตน
ภาพ เสียง คำพูด ความเจ็บ หรือความสบายยังเกิด และจิตอาจรีบหลงตามหรือผลักไส
ไม่ทำให้สิ่งกระทบหาย แต่ไม่ยอมให้มันเข้าควบคุมการมอง การตัดสินใจ และการกระทำทั้งหมด
เมื่อจิตไม่ถูกคลื่นแรกครอบงำ จึงเห็นชัดขึ้นว่าขณะนี้ต้องใช้เมตตา กรุณา อสุภะ อนิจจสัญญา หรือการฝึกชนิดใด
พระองค์ทรงใช้อุปมาดิน น้ำ ไฟ และลมซึ่งสัมผัสสิ่งสะอาดและไม่สะอาดโดยไม่หวาดเสียว รังเกียจ หรือสะอิดสะเอียน ส่วนอากาศไม่ตั้งอยู่ติดในที่ใด อุปมาเหล่านี้ไม่ได้สั่งให้พระราหุลกลายเป็นวัตถุไร้ความรู้สึก แต่ให้พัฒนาจิตซึ่งไม่ถูกสิ่งที่มากระทบจับยึดเป็นเจ้าของ
คำว่า “เสมอด้วยธาตุ” เป็นการอบรมจิตตามอุปมา ไม่ใช่การเชื่อว่าจิตเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม หรืออากาศตามตัวอักษร
สิ่งน่าพอใจและไม่น่าพอใจยังเกิดตามเหตุ เป้าหมายคือไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่เป็นผู้ควบคุมจิต
จิตไม่ถูกครอบงำทำให้เลือกได้แม่นขึ้น บางครั้งควรอดทน บางครั้งควรถอย บางครั้งควรพูดความจริงหรือหยุดอันตราย
ช่วงนี้ใช้อุปมาธาตุฝึกความไม่หวั่นไหว ส่วนการเจริญอุเบกขาเป็นกรรมฐานเฉพาะที่พระองค์กล่าวต่อภายหลังและเป็นหัวข้อบทที่ 6
ในเรื่องเล่าช่วงต้น พระสารีบุตรแนะนำพระราหุลให้เจริญอานาปานสติ แต่เมื่อพระราหุลไปถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงอธิบายธาตุ การทำจิตเสมอด้วยธาตุ และกรรมฐานที่แก้กิเลสต่าง ๆ ก่อนจะอธิบายลมหายใจอย่างละเอียด ลำดับนี้ทำให้เห็นว่า การตั้งจิตกับลมหายใจไม่ได้แยกจากการเตรียมท่าทีต่อกาย ผัสสะ และกิเลส
อย่างไรก็ตาม หลักสูตรแบ่งเนื้อหาออกเป็นหลายบทเพื่อให้เห็นหน้าที่ของแต่ละช่วงชัดขึ้น ไม่ได้กล่าวว่าในพระสูตรมีชื่อ “บทที่ 4–7” หรือพระพุทธเจ้าทรงแยกสอนเป็นหลักสูตรตามเลขเหล่านี้
MN 62 บอกตรงให้เจริญภาวนาเสมอด้วยธาตุทั้งห้า และกล่าวถึงผัสสะที่น่าพอใจ–ไม่น่าพอใจไม่ตั้งอยู่ครอบงำจิต ส่วนคำว่า “เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องธาตุให้เป็นความสามารถรองรับ” และ “สร้างพื้นที่ก่อนเลือกกรรมฐาน” เป็นภาษาอธิบายหน้าที่ของลำดับในหลักสูตร
MN 62 ใช้ถ้อยคำเกี่ยวกับผัสสะที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจซึ่งเกิดขึ้นแล้วไม่ตั้งอยู่ครอบงำจิต เพื่อใช้ฝึกในชีวิตปัจจุบัน ผู้เรียนควรแยกอย่างน้อยสี่ช่วง: มีสิ่งมากระทบ เกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ ใจตีความและอยากจัดการ และจึงเลือกตอบสนองทางกาย วาจา หรือใจ
เช่น ได้ยินคำตำหนิ เห็นข้อความชม รู้สึกปวด หรือระลึกถึงเหตุการณ์เดิม
เป็นข้อมูลของประสบการณ์ ไม่ใช่คำสั่งอัตโนมัติว่าจะต้องทำตามทันที
เช่น “ต้องชนะ” “ห้ามให้ใครมองฉันแบบนี้” หรือ “คำชมนี้พิสูจน์ว่าฉันเหนือกว่า”
หากรู้ทันก่อน จุดนี้สามารถเปลี่ยนเป็นการตอบสนองที่ไม่เบียดเบียนและตรงเหตุได้
“ฉันโกรธ แปลว่าอีกฝ่ายผิดทั้งหมด” หรือ “ฉันชอบ แปลว่าสิ่งนี้ต้องดี” ทำให้เวทนาถูกยกระดับเป็นข้อสรุปและคำสั่ง
“นักปฏิบัติไม่ควรโกรธ” แล้วซ่อนความโกรธไว้ ทำให้ข้อมูลหายไปและอกุศลอาจทำงานในรูปอื่นโดยไม่ได้รับการตรวจ
คำชมอาจน่าพอใจแต่ทำให้หลงตน คำเตือนอาจไม่น่าพอใจแต่ช่วยป้องกันความเสียหาย อาหารอร่อยอาจไม่เหมาะกับสุขภาพ และการรักษาอาจเจ็บแต่จำเป็น เพราะฉะนั้นจิตที่ไม่ถูกครอบงำไม่ได้ตัดสินจากความพอใจเพียงอย่างเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้สัมมาทิฏฐิและการตรวจผลเข้ามาทำงาน
ในทางกลับกัน การฝึกนี้ไม่ใช่การบังคับให้เรียกสิ่งอันตรายว่า “เป็นกลาง” หากกำลังมีความรุนแรง การละเมิด หรือความเสี่ยง ผู้เรียนยังต้องป้องกันตน ขอความช่วยเหลือ และใช้กระบวนการรับผิดชอบที่เหมาะสม โดยทำจากจิตที่ชัดกว่าเดิม ไม่ใช่จากความตื่นตระหนกเพียงอย่างเดียว
MN 62 ในช่วงอุปมาธาตุไม่ได้แจกแจงกระบวนการเป็นสี่กล่องตามนี้ กรอบกระทบ–รู้สึก–เข้าครอบครอง–ตอบสนองเป็นเครื่องมือของหลักสูตรเพื่อแสดงจุดฝึก โดยต้องไม่แทนคำอธิบายปฏิจจสมุปบาทหรืออภิธรรมทั้งหมด
พระสูตรยกสิ่งสะอาดและไม่สะอาด เช่น ของเสีย น้ำลาย หนอง และเลือด เพื่อทำให้อุปมาคมชัด ดินรองรับ น้ำถูกใช้ชำระ ไฟเผา ลมพัดผ่าน โดยไม่สะอิดสะเอียน ส่วนอากาศไม่ตั้งอยู่ติดในที่ใด ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องแต่งความหมายเฉพาะเกินข้อความ แต่สามารถใช้ลักษณะของอุปมาเป็นประตูฝึกจิตได้
อย่าถือว่าดินใช้กับคำตำหนิ น้ำใช้กับเรื่องค้าง ไฟใช้กับข้อมูล และอากาศใช้กับตัวตนอย่างตายตัว การเลือกหนึ่งอุปมาในแบบฝึกเป็นเครื่องมือทดลองของหลักสูตร ต้องตรวจจากผลจริงว่า สติ ความชัด ความไม่เบียดเบียน และความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นหรือไม่
ทั้งสิ่งสะอาดและไม่สะอาดถูกทิ้งลงบนแผ่นดิน แผ่นดินไม่หวาดเสียวหรือรังเกียจ อุปมานี้ช่วยฝึกเมื่อคำชม คำตำหนิ ภาพที่ชอบ หรือสิ่งที่เกลียดเข้ามาในพื้นที่รับรู้
ฉันสามารถให้เหตุการณ์นี้ “อยู่ในพื้นที่รู้” โดยยังไม่รีบสรุปตัวตนหรือโต้กลับได้หรือไม่?
อุปมาน้ำช่วยเห็นว่าจิตสามารถสัมผัสประสบการณ์โดยไม่ต้องเก็บทุกสิ่งไว้เป็นเรื่องค้างคา ความหมายเรื่อง “ไหลผ่าน” เป็นการประยุกต์ช่วยฝึก ไม่ใช่ถ้อยคำตรงที่พระสูตรแจกแจง
หลังรู้สึกแล้ว ฉันกำลังปล่อยให้ข้อมูลผ่านและเรียนรู้ หรือกำลังทวนเรื่องเดิมเพื่อเลี้ยงความชัง?
อุปมาไฟช่วยฝึกความตรงต่อสิ่งที่เกิด ไม่คัดเฉพาะข้อมูลที่รักษาภาพตน แต่ไม่ควรตีความว่าให้เผาความรู้สึก ทำลายผู้อื่น หรือใช้ความรุนแรง
ฉันสามารถใช้ปัญญาพิจารณาทั้งส่วนที่ชอบและไม่ชอบ โดยไม่เลือกข้อมูลเข้าข้างตนได้หรือไม่?
อุปมาลมช่วยแยก “สิ่งที่กำลังผ่านการรับรู้” ออกจาก “ตัวฉันทั้งหมด” ความคิดโกรธเกิดได้ แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศว่าเราเป็นความโกรธหรือทำตามมัน
ฉันกำลังรู้ว่าความรู้สึกนี้ผ่านอยู่ หรือกำลังสร้างบ้านให้มันอยู่และสั่งการต่อ?
ไม่ใช่การทำใจให้ว่างเปล่าแบบไม่รับรู้อะไร แต่ฝึกไม่ให้คำชม คำด่า ความสุข หรือความเจ็บกลายเป็นที่ตั้งถาวรของคำว่า “ฉัน”
จิตกำลังตั้งบ้านอยู่บนคำว่า “เขาดูถูกฉัน” หรือสามารถรู้เหตุการณ์โดยไม่ตรึงตัวตนไว้ตรงนั้น?
ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องประกาศว่า “ฉันเป็นคนธาตุดิน” หรือ “วันนี้ต้องเป็นลม” ในบริบทบทนี้ ธาตุเป็นอุปมาสำหรับคุณภาพการรองรับ มิใช่ระบบจำแนกบุคลิก และไม่ควรนำไปทำนายชะตาหรืออธิบายทุกพฤติกรรมของบุคคล
ทุกอุปมาจบด้วยทิศทางเดียวกัน จึงไม่ควรทำให้ความหมายย่อยบดบังเป้าหมายหลักของพระสูตร
ใช้เป็นภาษาช่วยจำและตรวจจิตได้ ตราบใดที่ติดป้ายว่าเป็นการประยุกต์ ไม่ใช่คำอธิบายตรงทุกคำจากพระสูตร
อุปมาใช้สิ่งสะอาด–ไม่สะอาดเพื่อแสดงความไม่รังเกียจของธาตุ ไม่ควรนำไปติดป้ายบุคคล กลุ่มคน ร่างกายผู้ป่วย หรือความแตกต่างของมนุษย์ว่าเป็น “ของสกปรก” จุดฝึกอยู่ที่ปฏิกิริยาของจิต ไม่ใช่การลดคุณค่าผู้อื่น
การฝึกจะผิดทิศทันที หากผู้เรียนใช้คำว่า “จิตเหมือนดิน” เพื่อบังคับตนไม่ให้รู้สึกเจ็บ ใช้ “เหมือนน้ำ” เพื่อปล่อยปัญหาโดยไม่รับผิดชอบ หรือใช้ “เหมือนอากาศ” เพื่อหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ จิตไม่ถูกครอบงำต้องทำให้การเห็นและการตอบสนองแม่นขึ้น ไม่ใช่ทำให้ความรับผิดชอบเลือนลง
ลักษณะ: ปฏิเสธความรู้สึก กลัวเสียภาพนักปฏิบัติ ตัวแข็ง หายใจตื้น และระเบิดภายหลัง
ลักษณะ: รู้ว่าไม่พอใจ รู้แรงผลัก ไม่รีบทำตาม เลือกหยุด พูด หรือออกจากสถานการณ์ตามเหตุ
เห็นกระบวนการ ฝึกอุปมาธาตุ และเชื่อมกลับไปสู่การเลือกกรรมทางกาย วาจา ใจ
เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อสุภะ และอนิจจสัญญาจะเป็นแกนบทที่ 6
ความตั้งมั่นกับลมหายใจและขั้นการรู้กาย–เวทนา–จิต–ธรรมเป็นบทถัดไปภายหลัง
พระสูตรให้ข้อฝึกและลำดับการอบรม ไม่ได้รายงานผลรายวันหรือกล่าวว่ากิเลสทั้งหมดหมดในฉากนี้
ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องนั่งท่องธาตุทั้งห้าทุกครั้ง จุดสำคัญคือเห็นสิ่งกระทบ เวทนา เรื่องที่ใจเติม และสัญญาณว่ากำลังถูกครอบงำ จากนั้นใช้อุปมาหนึ่งเพื่อคืนพื้นที่ให้สติและปัญญา แล้วกลับไปตรวจการกระทำด้วยหลักจากบทที่ 1–3
ข้อเท็จจริงคือมีคำพูดบางประโยค น้ำเสียง และบริบท ไม่ใช่ข้อสรุปว่าอีกฝ่ายเกลียดเราทั้งหมด
ยอมรับว่าเจ็บและอายโดยไม่บังคับให้ต้อง “สงบแล้ว” เพื่อรักษาภาพนักปฏิบัติ
ให้คำวิจารณ์อยู่ในพื้นที่รู้ก่อน และไม่ตั้งตัวตนถาวรบนประโยคว่า “ฉันไร้ความสามารถ”
ไม่ตอบโต้ทันที แต่ก็ไม่ทำเป็นว่าไม่มีปัญหา หากวิธีวิจารณ์ไม่เหมาะสามารถกล่าวอย่างสุภาพและชัดเจน
ไม่ใช่อานาปานสติเต็มบท แต่ใช้ลมหายใจเป็นจุดชะลอเพื่อไม่ให้ปฏิกิริยาแรกกลายเป็นกรรมทันที
ใช้คำว่า “มีความไม่พอใจ” แทน “ฉันเป็นคนขี้โมโห” และ “มีคำตำหนิ” แทน “เขาทำลายฉัน”
อาจทดลองดินเมื่อจิตไม่มีพื้นที่ น้ำหรือลมเมื่อเรื่องค้าง ไฟเมื่อเลือกข้อมูล หรืออากาศเมื่อยึดเรื่องเป็นตัวตน แต่การจับคู่นี้เป็นภาษาประยุกต์ของหลักสูตร ไม่ใช่สูตรตายตัวใน MN 62 หากกุศลและความชัดไม่เพิ่มให้เปลี่ยนวิธี
ถามก่อนทำว่า การตอบนี้จะเบียดเบียนหรือไม่ ขณะทำดูผล และหลังทำทบทวนเพื่อสำรวมครั้งต่อไป
ถ้ามีอันตราย ให้ออก ขอความช่วยเหลือ หรือใช้กระบวนการรับผิดชอบ ไม่ใช้ความอดทนเป็นข้ออ้างอยู่ต่อ
หลังเหตุการณ์ ให้ดูว่ากำลังทวนเรื่องเพื่อเรียนรู้ หรือทวนเพื่อเพิ่มความชังและตัวตน
บันทึกหนึ่งเหตุการณ์โดยยังไม่พยายามเปลี่ยน เพียงแยกข้อเท็จจริงกับเรื่องที่ใจเติม
ระบุว่าพอใจ ไม่พอใจ หรือกลาง ๆ และสังเกตตำแหน่งในกาย
ให้ประสบการณ์อยู่ในพื้นที่รู้ 30–60 วินาที โดยไม่รีบตอบ
รู้ว่าความรู้สึกกำลังเคลื่อน ไม่ต้องเลี้ยงเรื่องให้คงเดิม
ตรวจทั้งข้อมูลที่เข้าข้างและข้อมูลที่ไม่เข้าข้างตนอย่างเท่าเทียม
ดูว่าจิตตั้งตัวตนอยู่บนคำชม คำด่า ความเจ็บ หรือความสำเร็จตรงไหน
เลือกหนึ่งเหตุการณ์ ใช้ธาตุหนึ่งอุปมา แล้วตรวจผลก่อน–ขณะ–หลัง
พระสูตรให้ฝึกจิตเสมอด้วยธาตุแต่ละอย่าง และกล่าวว่าผัสสะที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจซึ่งเกิดขึ้นจะไม่ตั้งอยู่ครอบงำจิต
เมื่อฝึกกับเหตุการณ์จริง ผู้เรียนอาจสังเกตว่ารู้แรงชอบ–ชังเร็วขึ้น หยุดได้มากขึ้น และเลือกคำพูดหรือการกระทำโดยไม่ถูกคลื่นแรกกำหนดทั้งหมด
บทที่ 6 จะจำแนกเครื่องฝึกตามกิเลสตัวนำ และบทที่ 7 จะพัฒนาอานาปานสติอย่างเป็นลำดับ จึงไม่ควรใช้บทนี้แทนการภาวนาส่วนถัดไปทั้งหมด
อย่าวัดจาก “ฉันไม่โกรธเลย” เพียงอย่างเดียว ให้วัดว่ารู้เร็วขึ้นหรือไม่ มีช่วงหยุดมากขึ้นหรือไม่ คำพูดและการกระทำเบียดเบียนลดลงหรือไม่ กลับมาชัดได้เร็วขึ้นหรือไม่ และยังสามารถแก้ปัญหาหรือตั้งขอบเขตอย่างรับผิดชอบได้หรือไม่
ใช้เหตุการณ์ที่มีอารมณ์ระดับพอฝึกได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากบาดแผลรุนแรงหรือสถานการณ์อันตราย หากเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับความรุนแรง การทำร้ายตนเอง หรืออาการที่รับมือไม่ไหว ควรขอความช่วยเหลือที่เหมาะสมควบคู่กัน
ข้อมูลเก็บในเบราว์เซอร์เครื่องนี้เท่านั้น
การนำอริยสัจมาใช้ในบทนี้ต้องรักษาขอบเขต ไม่เรียกความสงบชั่วคราวว่านิโรธสมบูรณ์ และไม่ย่อทุกขสมุทัยให้เหลือเพียงอารมณ์ครั้งเดียว
ไม่ได้เรียกผัสสะทุกชนิดว่าเป็นทุกข์ทั้งหมด แต่สังเกตว่าการถูกครอบงำทำให้ใจเร่าร้อน บีบคั้น และสร้างกรรมต่ออย่างไร
แรงเหล่านี้เป็นเหตุใกล้ที่สังเกตได้ในเหตุการณ์ แต่ไม่ควรย่อทุกขสมุทัยทั้งหมดให้เหลือเพียงอารมณ์หนึ่งครั้ง
การสงบลงชั่วคราวเป็นประสบการณ์ของการหยุดเหตุบางส่วน ยังไม่ควรอ้างว่าเป็นนิโรธสมบูรณ์หรือความหลุดพ้นถาวร
อุปมาธาตุเป็นส่วนหนึ่งของการอบรม ไม่ใช่ทางลัดที่แทนองค์มรรคทั้งหมด
ผัสสะและเวทนาไม่ได้ถูกเรียกว่าเป็นความผิดทั้งหมด สิ่งที่กำลังตรวจคือการครอบงำ ความอยากยึดหรือผลัก และกรรมที่ถูกสร้างต่อจากกระบวนการนั้น
สัมมาทิฏฐิช่วยแยกพอใจออกจากดี สติรู้สิ่งที่เกิด ความเพียรไม่เลี้ยงอกุศล และสมาธิช่วยให้จิตไม่แตกกระจาย ส่วนศีลกำกับว่าการตอบสนองต้องไม่เบียดเบียน
แยกพอใจออกจากดี และไม่พอใจออกจากชั่ว เห็นเหตุ–ผลและความไม่เที่ยงของปฏิกิริยา
เปลี่ยนทิศจากการพยาบาท เบียดเบียน หรือยึดครอง ไปสู่การไม่ทำร้ายและการปล่อยวาง
เมื่อถูกกระทบ ยังสามารถพูดจริง เหมาะเวลา และไม่ใช้คำเพื่อระบายการครอบงำ
ไม่ปล่อยให้ความชอบ–ชังพาร่างกายไปทำร้าย หลบหนีหน้าที่ หรือทำสิ่งที่ต้องตามแก้ภายหลัง
เกี่ยวข้องเมื่อสิ่งกระทบเกิดในงาน รายได้ การขาย การแข่งขัน หรือแรงกดดันทางอาชีพ
ป้องกันไม่ให้ปฏิกิริยาอกุศลตั้งอยู่ ละสิ่งที่เกิดแล้ว และรักษาคุณภาพจิตที่กว้างขึ้น
รู้กาย เวทนา จิต และแรงตอบสนอง โดยไม่ลืมกรอบการฝึกเมื่ออารมณ์แรง
ความตั้งมั่นช่วยไม่ให้จิตแตกกระจายตามสิ่งกระทบ แต่การเจริญสมาธิอย่างเป็นระบบจะชัดขึ้นในบทลมหายใจ
บทนี้เพียงชี้การทำงานร่วมขององค์มรรค การเลือกกรรมฐานเฉพาะกิเลสอยู่ในบทที่ 6 และการพัฒนาความตั้งมั่นกับลมหายใจอย่างเป็นระบบอยู่ในบทที่ 7
จุดตรวจนี้วัดความเข้าใจและการทดลองในเหตุการณ์จริง ไม่รับรองว่าผู้เรียนไม่หวั่นไหวถาวร หมดกิเลส มีสมาธิสมบูรณ์ หรือบรรลุมรรคผลแล้ว
บทที่ 6 จะศึกษาว่า เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงแนะนำเมตตาเพื่อละพยาบาท กรุณาเพื่อละความเบียดเบียน มุทิตาเพื่อละความไม่ยินดี อุเบกขาเพื่อละความขัดเคือง อสุภะเพื่อละราคะ และอนิจจสัญญาเพื่อละมานะว่า “เราเป็น” โดยไม่ทำให้กรรมฐานกลายเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้แทนการพิจารณาเหตุจริง